เกี่ยวกับเรา
 
เกี่ยวกับผู้เขียน
1. ฐิติมา แจ่มจรรยา
2. นันทนาฏ กฤษณจินดา

ฐิติมา แจ่มจรรยา

สวัสดีค่ะ มาทำความรู้จักกันสักหน่อยนะคะ ^^
ขอแทนตัวเองว่าพี่ก็แล้วกันค่ะ เพราะว่าไม่รู้ว่าจะแทนตัวเองด้วยอะไรดี
(แต่คิดว่าคงจะมีอายุมากกว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ค่ะ)

การศึกษา
ประถม : โรงเรียนเขมพิทยา, โรงเรียนอนุบาลนนทบุรี
มัธยม : โรงเรียนศรีบุณยานนท์
ปริญาตรี : วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
ปริญาโท : Master Of Multimedia ,
Swinburne University of Technology, Australia

ดูจากประวัติการศึกษาแล้วอาจจะงงนิดนิดว่าทำไมถึงคิดมาเขียนหนังสือ ^^
แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้หากจะเล่าไปแล้วก็ยาวมากเลยค่ะ

...... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....^_^

ขณะที่เรียนหนังสือชั้นประถมก็ได้รู้จักการ์ตูนเป็นครั้งแรก มันเป็นการ์ตูนยอดมนุษย์
จะเป็นการ์ตูนเล่มใหญ่ๆ และมีหนังยอดมนุษย์มาฉายแล้ว
แต่ที่ทำให้ชีวิตพลิกผันที่สุดก็คงจะเป็นการ์ตูนเรื่องโดเรม่อนมังคะ
จำได้ว่าพอได้อ่านเล่ม 1 ก็อยากอ่านต่อไปอีก แล้วเรื่องโดเรม่อนนี้เองเป็นแรงบันดาลใจ
ให้สนใจคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก เพราะรู้ว่าไม่ว่ายอดมนุษย์หรือ
โดเรม่อนเองก็ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ยิ่งพอได้ดูการ์ตูนที่ฉายในช่อง 9 เรื่อง
นักสู้คอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งชอบและฝันไว้ว่าอยากจะเรียนคอมพิวเตอร์ให้ได้

ตอนเด็กสิ่งที่ชอบเล่นมากที่สุดก็คือ เล่นตุ๊กตายางโดเรม่อน ตอนนั้นแม่ซื้อมาให้ 3 ตัว
พี่ก็จะเล่นกับลูกพี่ลูกน้องคนหนื่ง โดยปั้นดินน้ำมันเป็นไดโนเสาร์ เป็นรถ เป็นสิ่งต่างๆ
แล้วเราก็จะสร้างเรื่องว่าเราเกิดในสมัยที่มีไดโนเสาร์บ้างโลกอนาคตบ้าง
ต่างดาวบ้าง เดินเรือบ้าง ชอบเล่นแบบนี้มากค่ะ เวลาเล่น
เหมือนกับว่าเราได้ ผจญภัยไปในสถานที่ต่างๆ และพี่ชายลูกพี่ลูกน้องอีกนั่นแหละ
มาเล่าให้พี่ฟังว่าคอมพิวเตอร์นี่ดีมาก ที่โรงเรียนของเขามันเล่นเกมได้ด้วย
ก็เลยยิ่งสนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้นไปอีก

ช่วง ม.2 ทางโรงเรียนก็ได้เปิดสอนคอมพิวเตอร์ พี่ก็เลยรีบขอพ่อไปเรียนทันที
เครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยนั้นก็ต่างจากตอนนี้พอสมควร
เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 8 บิต น้องๆอาจนึกภาพไม่ออก
จะมีแต่จอภาพที่มีสี่เดียว ตัวหนังสือเป็นสีเขียวอย่างในเรื่อง Matrix เลยค่ะ
นอกจากจอแล้วก็มี keyboard เลย ไม่มีcpu แยกอยู่ต่างหากแบบตอนนี้
Disk drive ก็แยกอยู่ต่างหาก ทั้งโรงเรียนมีเครื่องเขียนแผ่นอยู่เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
พอเปิดเครื่องมาปุ๊ปก็เป็นหน้าจอเปล่าๆ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เขียนโปรแกรมเข้าไป
ไม่มีโปรแกรมให้เลือกเล่นแบบตอนนี้ พอเปิดเครื่องใหม่โปรแกรมก็หายหมด
ต้องเขียนใหม่ทุกครั้ง ตอนเรียนก็จะต้องเขียนเป็นภาษาเบสิก จะวาดภาพแต่ละทีก็ต้อง
กำหนดจุดบนจอภาพเป็นอย่างดี การวาดโค้งที่ซับซ้อนก็จะยากมากค่ะ
หลังจากนั้นก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ จนม. 4 คุณพ่อก็เลยให้หยุดเรียนคอมพิวเตอร์ไปก่อน
เพราะต้องเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เมื่อเข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์
ก็เลยได้เรียนคอมพิวเตอร์สมใจ และก็ได้มีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเป็นของตัวเอง
เกมคอมพิวเตอร์ที่เป็นแนว RPG เกมแรกที่ได้เล่นอย่างจริงจัง ชื่อว่าเกม Ultima 7
ซึ่งเพื่อนเอามาลงให้ รู้สึกชอบมากค่ะ จากการที่ชอบอ่านและดูการ์ตูน
จึงชอบคิดถึงเรื่องราวผจญภัยต่างๆ เสมอและก็พอนึกอะไรได้ก็จะคุยกับพ่อ
และพ่อก็จะคุยกับพี่ต่อจนเป็นเรื่องเป็นราว แต่น่าเสียดายที่ไม่เก่งเรื่องการเขียนก็เลยไม่ได้จดไว้
ความฝันของพี่ในตอนนั้นก็คือ อยากสร้าง animation หรือเขียนเกมคอมพิวเตอร์
ที่เป็นของตัวเองขึ้นมา แต่การเขียนเกมตอนนั้นก็ค่อนข้างยากไม่มี tool มากมายแบบตอนนี้
และการเรียนก็เริ่มหนักขึ้น ก็เลยหยุดคิดเรื่องนี้ไปเลย (๑_๑ )

หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง
ในตำแหน่ง System Engineer และทำงานที่นี่เป็นเวลา 3 ปีกว่า
ระหว่างที่ทำงานนั้นเองก็ได้ซื้อ เครื่อง Playstation มา และก็ได้เล่นเกม Final Fantasy 7
(คิดว่าเกมนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนค่ะ) เนื้อเรื่องที่น่าสนใจ
ภาพกราฟฟิก animation ที่สร้างความประทับใจ ทำให้ไฟในการอยากทำเกมปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
และช่วงที่รอเล่นเกม FF8 ภาคภาษาอังกฤษ (ภาษาญี่ปุ่นออกมานานแล้ว) ก็เลยได้คิดว่า
เกมและการ์ตูนนี่ก็เป็นการคุกคามทางวัฒนธรรมแบบหนึ่งเหมือนกันแฮะ \('0')/
หลายคนเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อที่จะเล่นเกม ก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า
ทำไมเราไม่มีเกมที่เป็นภาษาไทย แล้วให้คนประเทศอื่นมารอเล่นบ้างนะ
เวลาเราเล่นเกมหรืออ่านการ์ตูนเราก็ได้ซึมซับวัฒนธรรมบางอย่างจาก
ต่างประเทศมา ทำไมเราไม่ทำเองบ้างนะ ^o^
จึงพยายามหาสถานที่เรียนต่อเกี่ยวกับเรื่องเกมและ animation
แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่เป็น course สั้นๆ ก็ต้องเรียนปริญญาตรีซึ่งคงไม่ดีแน่
จนได้พบที่เรียนแห่งหนึ่ง จึงตัดสินใจลาออกไปเรียนปริญาโท

เมื่อลาออกแล้วก็ได้ไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อ จึงได้พบกับเตย(นันทนาฏ)
ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษนั้น ระหว่างที่ไปเรียนต่อก็ได้คุยกับเตยอีกครั้ง
ทางโทรศัพท์(เราเรียนกันคนละรัฐ) เมื่อได้คุยกันมากเข้าก็ได้รู้ว่า
เรามีจิตนาการเหมือนกัน คุยกันไปมาก็เลยกลายเป็นเรื่องราว
ในตอนแรกเราก็คิดจะทำเป็นเกมง่ายๆ เท่านั้น
แต่เรื่องราวที่คุยกัน มันก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากเรียนจบมาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า พี่ก็รู้แล้วว่าตัวเองอยากจะทำอะไร
ก็ไม่อยากที่จะอ้อมไปอ้อมมาอีก ก็เลยตัดสินใจว่าจะไม่สมัครงานที่ไหนแล้ว
ขอลองทำสิ่งที่อยากทำให้เสร็จ ไม่ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม
เมื่อมีเนื้อเรื่องเป็นของตัวเองแล้ว ความคิดของเรากระจายไปหลายอย่าง ทั้งเกม animation
การ์ตูน หนังสือ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี แต่จากการไตร่ตรองแล้วเราก็มีความเห็นร่วมกันว่า
จะทำหนังสือก่อน แล้วหนังสือเล่มนี้ก็ได้เกิดขึ้นค่ะ ^^
ที่จริงพี่ยังมีแรงบันดาลใจและแนวคิดอื่นที่เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจทำงานนี้
แต่ถ้าบอกไป หน้านี้ก็คงจะยาวมากไป กลัวว่าเพื่อนๆ น้องๆ จะเบื่อค่ะ

เป็นไงบ้างคะ คงจะรู้จักกันมากขึ้นแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ [^_^]


นันทนาฏ กฤษณจินดา

สวัสดีค่ะ ชื่อนันทนาฏ กฤษณจินดา ค่ะ คือที่ได้มาเขียนในหน้านี้ ก็เพราะว่าเป็นหนึ่งในผู้เขียน
"ราทาน่า : การเดินทางของฟรอยด์ 1" ค่ะ (ฟังแล้วดูเหมือนมีผู้เขียนเยอะ แต่จริงๆ แล้ว
เขียนกันแค่ 2 คน กับฐิติมา นั่นแหละ ไม่ใช่แค่เขียนนะคะ
ยังต้องทำทุกอย่างเองหมด กว่าจะพิมพ์เป็นหนังสือได้ ...แหะๆ)
ถ้าเพื่อนๆ ชาวราทาน่าคนไหนอยากรู้จักกัน ก็ขอเชิญอ่านต่อนะคะ
จะเล่าเกี่ยวกับตัวเองให้ฟังหน่อยอ่ะค่ะ ^^

คือเท่าที่จำความได้ก็เป็นชีวิตสมัยเรียนอนุบาลแล้วค่ะ ตอนนั้นก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย
เวลาพ่อแม่ไปรับ (ไม่รู้เพื่อนๆ จะเป็นเหมือนเราหรือเปล่าเนอะ)
ต่อมาก็ไปสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่เปิดสอนจนถึงชั้นม. ปลาย
แม่อยากให้เรียนที่นั่นเพราะจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องการสอบเรียนต่อ แต่ก็สอบไม่ติด T_T
ซึ่งนั่นก็เป็นจุดหักเหของชีวิตเลย เพราะในชีวิตจริงได้เรียนตั้งหลายสถานศึกษาแน่ะ
แม่ก็เลยพาไปฝากเข้าที่โรงเรียนประถมของเอกชนแห่งหนึ่ง แถวหลักสี่
จำได้ว่าเรียนช้ากว่าเพื่อน อยู่ป. 2 แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย
แต่ก็รักการอ่านมาตั้งแต่ตอนนั้นนะคะ เพราะมีพี่ให้การ์ตูนโดเรมอนมา
ก็ดูแต่รูปแล้วหัวเราะก๊ากๆ คนเดียว พออยู่ประถมปลายอ่านหนังสือคล่องขึ้น
ก็เริ่มอ่านพวกเทพนิยาย แล้วก็แฟนตาซีแปลสำหรับเด็กต่างๆ
ตอนนี้ยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง (แต่กระดาษงี้เหลืองอ๋อย ส่งกลิ่นตุๆ อีกตังหาก)
เป็นของไทยวัฒนาพาณิชย์น่ะค่ะ นิทานที่มีรูปประกอบเล่มละ 5 บาท
ของสำนักพิมพ์เม็ดทรายแม่ก็ซื้อให้อ่านนะคะ (จะมีใครทันเหมือนเรามั๊ยเนี่ย)
และตอนป.5 ก็เขียนนิทานขึ้นมาเล่มหนึ่ง วาดรูปประกอบเองด้วย
แต่เพื่อนในห้องยืมไปอ่านที่บ้านแล้วทำหาย ก็เลยเลิกเขียนไปช่วงหนึ่ง

พอจบประถม พ่อกับแม่ก็พาไปสอบเข้ามัธยม จริงๆ ที่โรงเรียนเก่าก็เรียนต่อ
ได้เหมือนกันค่ะ แต่ค่าเทอมมันแพง
ยังจำได้ดีถึงความรู้สึกปลื้มใจที่สอบติดโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
เพราะแม่บอกว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและค่าเทอมยังถูกกว่าโรงเรียนเดิมเกือบ 10 เท่า
(เมื่อซัก 15 ปีก่อนค่าเทอมของโรงเรียนเอกชนราวๆ 3000 กว่าบาท
นี่ถือว่าแพงมากเลยนะจ้ะน้องๆ โอ้! ทำไมเราถึงได้แก่อย่างนี้)
ตอนนั้นก็จะชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนที่มีรูปประกอบหน้าเว้นหน้า
อ่านเยอะเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นงานของมาร์ค ทเวน จูลส์ เวิร์น เอ็ดการ์ อาลันโป
ชาร์ล ดิคเก้นส์ อเล็กซานเดอร์ ดูมาส์ ฯลฯ และก็งานของนักเขียนท่านอื่นๆ ที่ดังๆ
อีกมาก (แต่ไม่ยักกะรู้จัก JRRTolkien แฮะ ^D^)
ก็อ่านเอาเรื่องอย่างเดียวล่ะค่ะ ข้อคิดที่เหล่านักเขียน
แทรกไว้ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ (รู้แต่ว่ามันเป็นงานที่ได้รับการยกย่องว่าอมตะง่ะ)
และตอนนั้นก็ชักอยากจะลองเขียนเองมั่งละ
ก็เลยส่งเรื่องสั้นไปลงสตรีสารภาคพิเศษ ได้ลงซัก 2-3 เรื่องมั้งคะ
และมีเขียนเป็นการ์ตูนไว้บ้างเหมือนกัน แต่เนื่องจากวาดรูปไม่สวยก็เลยไม่ได้เก็บไว้

ม. ปลายก็ย้ายไปเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อัตราการอ่านหนังสือลดลงอย่างมาก
ส่วนมากจะอ่านพวกหนังสืออ่านนอกเวลาที่ทางโรงเรียนให้อ่านมากกว่า
แต่ก็น่าแปลกใจว่าช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่ไอเดียกระฉูด
ได้อ่านอะไรแค่นิดเดียวก็คิดเรื่องยาวๆ ได้
และจับดินสอเขียนได้ทีละหลายๆ หน้า ตอนนั้นเขียนไว้หลายเรื่อง
ส่วนใหญ่จะเป็นผจญภัย แต่ก็เขียนไม่จบซักเรื่อง มันไม่รู้จะเขียนอะไรต่อก็เลยเบื่อ
และเลิกเขียนไปเฉยๆ (ตอนหลังลองมาวิเคราะห์ดูก็คิดว่าสาเหตุคือ
มันเป็นการเขียนที่ออกมาจากจินตนาการเฉพาะหน้าล้วนๆ
ไม่ได้มีการพยายามคิดต่อ หรือวางแผนมาก่อนเลย ความคิดมันถึงได้ตัน)

ช่วงเวลาสี่ปีที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้า พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบังก็เต็มไปด้วยความสนุก
(แต่พอใกล้สอบก็ทุกข์ถนัด) ตอนนั้นจะอ่านการ์ตูนมากกว่าหนังสือ
เพราะหยิบยืมจากบรรดาเพื่อนในคณะได้ง่าย (ไม่ยอมซื้อเอง แหะๆ)
ช่วงนี้มีอยู่มากที่ไอเดียเรื่องทั้งหลายแว่บๆ ขึ้นมา
แต่เนื่องจากความขี้เกียจ และความเชื่อที่ว่า "ยังไงฉันก็เขียนไม่จบ"
ก็เลยไม่ได้ลงมือทำอะไร มีอยู่ช่วงนึงอยู่ประมาณปี 2 ได้เล่นเกม RPG
แนวแฟนตาซีเป็นครั้งแรก ผลก็คือบ้าไปเลยค่ะ
เล่นมันตั้งแต่เที่ยงคืนยัน 8 โมงเช้า จากนั้นก็อาบน้ำแล้วสลบเหมือด
สุดท้ายก็ต้องตัดใจเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆ สอบไม่ผ่านแหงๆ
เพราะเรียนก็ไม่ได้เข้า แต่ก็รู้ใจตัวเองนะคะว่าเรานี่ถ้าจะหลงรัก "แฟนตาซี" เอามากๆ

ตอนปี 2000 ได้ทุนไปเรียนโทที่ออสเตรเลีย (The University of New South Wales)
ด้วยความที่เป็นครั้งแรกที่จะต้องไปอยู่เมืองนอกคนเดียว ก็เลยแจ้นไปเรียนภาษาอังกฤษทันทีค่ะ
นั่นก็ทำให้เจอพี่ปุ้ม (ฐิติมา) ในคอร์สเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาลงเอยด้วยการทำหนังสือด้วยกัน
เพราะพอจบคอร์สไม่นานพี่ปุ้มก็ไปก่อน เราไปตั้งเดือนมกราคม ปี 2001

ช่วงแรกที่ไปเรียนก็จะบ้าภาษาไทยเป็นพิเศษ คือเจออะไรที่เป็นไทยๆ
ก็จะดีใจเพราะกลัวภาษาอังกฤษเหลือเกินน่ะค่ะ แต่อยู่ไปๆ ชักหันมาซื้อนิยายอังกฤษ
เพราะดูเหมือนจะเป็นงานอดิเรกที่ดี ไม่ค่อยได้ดูหนังค่ะเพราะรู้สึกไม่คุ้ม
สภาพโรงบางแห่งยังสู้บ้านเราไม่ได้เลย กีฬาเราก็อ่อนเหลือหลาย
ก็เลยกลั้นใจอ่านนิยายอังกฤษดู ตอนแรกงี้เปิดดิกมือเป็นระวิง อ่านๆ ไปชักปลงว่า
เดาๆ ไปเหอะเนอะ แล้วก็รู้สึกว่าชักสนุก นิยายแฟนตาซี-ไซไฟ
ที่นั่นมีให้เลือกเป็นกระตั้กเลยค่ะ แถมวันดีคืนดีซุปเปอร์มาเก็ต
แถวบ้านก็เอามาลดราคา ก็เลยติดเป็นนิสัย
ตื่นนอน-อาบน้ำ-ทานข้าวเช้าเคล้านิยาย-ทำวิจัยทั้งวัน-ทานข้าวเย็น-ดูทีวี-
อ่านนิยายขับกล่อม-นอนคร่อกๆ เสาร์-อาทิตย์ว่างจากงานวิจัย
ไปจ่ายตลาดก็จะไปยืนดูหนังสือตามร้าน หรือถ้ามีงานหนังสือ
ยิ่งถ้าหนังสือมือสองก็จะรี่ไปดูทันทีค่ะ

ต่อมาพี่ปุ้มซื้อมือถือโปรโมชั่นเดียวกันคือดึกๆ โทรฟรี ก็เลยมีโอกาสได้โทรคุยกัน
เพราะเราอยู่กันคนละมหาลัยและคนละเมือง คุยกันไปคุยกันมาก็เป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งเป็น
"ราทาน่า"
แต่นั่นก็แค่เริ่มต้น เพราะพวกเราต้องผจญอีกตั้งมากมายถึงได้เกิด
"ราทาน่า : การเดินทางของฟรอยด์ 1" ขึ้นมา และมันก็ยังอีกไกลค่ะ
กว่า การผจญภัยของฟรอยด์ จะสิ้นสุดลง
อย่าลืมเป็นกำลังใจให้เขากับเพื่อนๆ ก็แล้วกันนะคะ @^^@


 
 
 
Copyright © 2004 Ratanaonline.com. All Rights Reserved.